รายงานภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น ประจำสัปดาห์ที่ 4 - 8 มกราคม 2553
1. ดัชนีเศรษฐกิจประจำเดือน พ.ย.52 ที่ประกาศในสัปดาห์นี้ มีดังนี้
1.1 ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.6
1.2 ดัชนีราคาผู้บริโภค ลดลงร้อยละ 1.7 ลดลงติดต่อกัน 9 เดือนแล้ว แสดงถึงภาวะเงินฝืดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง
1.3 การใช้จ่ายบริโภค เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ Eco Point ทำให้มีการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
1.4 อัตราการว่างงานนพ.ย.52 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
2. นาย Naoto Kan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ต้องการเห็นค่าเงินเยนอ่อนตัวลง
3. กรุงโตเกียว และ 4 จังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เตรียมนำร่องใช้ระบบ Cap and Trade เพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต แก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
1. ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญเดือน พ.ย. 52 ที่ประกาศในสัปดาห์นี้
1. ดัชนีเศรษฐกิจที่ประกาศในสัปดาห์นี้
1.1 ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Output) เดือน พ.ย. 52 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.6
กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (Ministry of Economic Trade and Industry: METI)ได้เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Output) ของเดือน พ.ย. 52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.52 มาอยู่ที่ระดับ 88.3 (ปี 2005=100) ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 9 เดือนแล้ว เนื่องจากการผลิตยานยนต์ส่งไปยังสหรัฐฯ จีนและเอเชียเพิ่มขึ้น โดยกระทรวง METI ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้น
1.2 ดัชนีราคาผู้บริโภค (Core Consumer Price Index)
กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารได้เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค ยกเว้นอาหารสด (CPI, ปี 2548=100) ประจำเดือน พ.ย.52 ลดลงร้อยละ 1.7 อยู่ที่ 99.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า ดัชนีราคาผู้บริโภคได้ลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 9 เดือนแล้ว เนื่องจากราคาสินค้าบริโภคลดลง แสดงถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาวะเงินฝืดต่อเนื่อง
1.3 การใช้จ่ายบริโภคเดือน พ.ย.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2
กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารได้เปิดเผยว่าการใช้จ่ายบริโภคประจำเดือน พ.ย.52 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า เพิ่มติดต่อกัน 4 เดือนแล้ว เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ eco-point ทำให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องไฟฟ้าและทีวีจอบางมากขึ้น
1.4 อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate)
อัตราการว่างงานเดือนพ.ย.52 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 เทียบกับร้อยละ 5.1 ในเดือน ต.ค.52 เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ภาวะเงินฝืดในปัจจุบันทำให้จำนวนพนักงานในภาคบริการลดลงจำนวน 4 แสน 5 หมื่นคน เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนหน้า
2. นาย Naoto Kan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ต้องการเห็นค่าเงินเยนอ่อนตัวลง
นาย Naoto Kan ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่นคนใหม่แทนนาย Hirohisa Fujii ที่ลาออกเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ เมื่อวันที่ 7 ม.ค.53 ได้กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม สำหรับผู้ส่งออกควรอยู่ที่อัตรา 95 เยน/ดอลล่าร์สหรัฐฯ จึงต้องเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงมากกว่าในปัจจุบัน ซึ่งจะร่วมมือกับธนาคารกลางญี่ปุ่นเพื่อให้ค่าเงินเยนอยู่ในระดับที่เหมาะสม การให้ความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ได้ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงทันทีมาอยู่ที่ 93 เยน/ดอลล่าร์สหรัฐฯ
ต่อข้อถามเรื่องการแก้ปัญหาฐานะการคลัง รวมทั้งการขึ้นภาษีบริโภค เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นเนื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ทำให้รายได้จากการเก็บภาษีลดลง แต่กลับมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการอุดหนุนรายได้ภาคครัวเรือน นาย Kan ได้ให้ความเห็นว่า ก่อนที่จะพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีผู้บริโภค จะขจัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกจากงบประมาณซึ่งปัจจุบันงบประมาณทั่วไปและงบประมาณพิเศษมีจำนวนรวม 207 ล้านล้านเยน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยจะ เปิดเผยรายละเอียดของงบประมาณให้ประชาชนทราบให้มากที่สุด
นาย Kan มีประวัติการศึกษาด้านเทคโนโลยี่ ไม่มีความรู้นโยบายการเงินการคลัง ปัจจุบันดำรง 3 ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลได้แก่ Minister of Finance, Deputy Prime Minister
Minister of State for Economic and Fiscal Policy หลังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังได้ออกมาประกาศจะปฏิรูปกระทรวงการคลัง ซึ่งได้สร้างความกังวลต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังเป็นอย่างมาก
3. กรุงโตเกียว และ 4 จังหวัดใหญ่ใกล้เคียง เตรียมนำร่องใช้ระบบ Cap and Trade เพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิต แก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
เมื่อ 4 ม.ค.53 กรุงโตเกียว ร่วมกับจังหวัดชิบะ จังหวัดไซตามะ และจังหวัดคานากาวะ ได้ประกาศว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยการจัดตั้งตลาดกลางซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะนำระบบบังคับการลด หรือ Cap and Trade ซึ่งเป็นระบบที่มีการบังคับการกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ในระดับประเทศไปจนถึงระดับบริษัท ในแต่ละปี ทั้งนี้ บริษัทสามารถซื้อ/ขายคาร์บอนเครดิตจากบริษัทอื่น หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามโควต้า
นอกจากจังหวัดใหญ่ทั้ง 4 แห่งแล้ว ยังมีเขตใหญ่ ได้แก่โยโกฮาม่า เขตคาวาซากิ เขตไซตามะ และเขตชิบะประกาศจะให้ความร่วมมือด้วย ซึ่งกรุงโตเกียวและจังหวัดไซตามะมีแผนที่จะเริ่มนำระบบ Cap and Trade เข้ามาใช้ โดยกรุงโตเกียวประกาศว่าจะเริ่มใช้ระบบดังกล่าวกับอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนมากประมาณ 1,400 แห่งภายในปีงบประมาณ 2553 (1 เม.ย.53) และจังหวัดไซตามะจะเริ่มในปีงบประมาณ 2554 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายที่จะใช้ระบบดังกล่าวกับธุรกิจประมาณ 600 แห่ง เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาระบบและจะขยายเครือข่ายระบบดังกล่าวไปให้ครบทั้ง 4 จังหวัด และเขตที่ประกาศจะร่วมมือในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังความแตกต่างของรูปแบบอุตสาหกรรมในแต่ละจังหวัด เช่น ในจังหวัดชิบะมีธุรกิจโรงงานเหล็กและโรงไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดจำนวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงโตเกียวที่มีธุรกิจประเภทบริการเช่นโรงแรมหรือออฟฟิสเป็นส่วนใหญ่ ทำให้จะต้องมีการพิจารณานโยบายในรายละเอียด เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเสมอภาคกันในการกำหนดเป้าหมายด้วย
---------------------------------------------


